Posted by: pimparnp | April 28, 2008

บทที่ 12 การพัฒนาระบบสารสนเทศ_2

 

สวมกอดด้านซ้ายบทที่ 12 การพัฒนาระบบสารสนเทศสวมกอดด้านขวา (ต่อ)

วงจรการพัฒนาระบบ

                วงจรการพัฒนาระบบประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ดังนี้

Phase 1 :  การกำหนดและเลือกสรรโครงการ (System Identification and Selection)

                การค้นหาโครงการที่สมควรได้รับการพัฒนา โดยมีการตั้งกลุ่มบุคคลอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการ ทำหน้าที่ในการพิจารณาโครงการ จัดกลุ่ม จัดลำดับความสำคัญ และเลือกโครงการที่เหมาะสม คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงขององค์การ ผู้บริหารของหน่วยงาน ภายในองค์การที่เกี่ยวข้องกับระบบ

                ผลการพิจารณาของคณะกรรมการ

                อนุมัติโครงการ  , ชะลอโครงการ เนื่องจากโครงการไม่พร้อม , ทบทวนโครงการ นำโครงการไปปรับแก้แล้วนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาใหม่อีกครั้ง , ไม่อนุมัติโครงการ ไม่มีการดำเนินโครงการนั้นต่อไป

Phase 2 : การเริ่มต้นและวางแผนโครงการ (System Initiation and Planning)

                หลังจากโครงการได้ผ่านการคัดเลือก หรือได้รับอนุมัติ จะเริ่มจัดทำโครงการ โดยจัดตั้งทีมงาน กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบให้กับสมาชิก รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อค้นหา สร้างแนวทางเลือกและเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด ทางเลือกนั้นจะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ (Feasibility) จึงนำแนวทางที่เลือกมาวางแผนโครงการ

                ผลลัพธ์ของระยะนี้ คือ แผนงานของโครงการและรายงานการสำรวจเบื้องต้น

                การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study)

                การศึกษาความเป็นไปได้ เป็นการพิจารณาความเหมาะสมในการนำระบบมาใช้งาน ประเมินความคุ้มค่าหรือผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

      ความเป็นไปได้ด้านเทคนิค (Technical Feasibility) ความสามารถ(Capability) , ความน่าเชื่อถือ(Reliability) และความพร้อมใช้งาน (Availability) ของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบเครือข่ายสื่อสาร ทักษะและความชำนาญของทีมพัฒนา

      ความเป็นไปได้ด้านการปฏิบัติงาน (Operational Feasibility) การนำระบบใหม่ไปใช้งานว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาหรือก่อให้เกิดประโยชน์ในการสร้างโอกาสทางธุรกิจระดับใด

      ความเป็นไปได้ด้านระยะเวลาการดำเนินงาน (Schedule Feasibility) เป็นการประเมินระยะเวลาในการดำเนินงานว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ระบบสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด

      ความเป็นไปได้ด้านการเงิน (Economical Feasibility) การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนดำเนินโครงการ ทำการประเมินค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

การพิจารณาผลประโยชน์หรือผลตอบแทนที่จะได้รับจากโครงการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

      ผลประโยชน์ที่สามารถวัดค่าได้ (Tangible Benefits) เป็นผลประโยชน์ที่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น เพิ่มผลผลิตร้อยละ 5 ต่อปี

      ผลประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดค่าได้ (Intangible Benefits) ผลประโยชน์ที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ชัดเจน เช่น การสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับองค์การ

การพิจารณาค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของโครงการ ต้นทุนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

      ต้นทุนที่สามารถวัดค่าได้ (Tangible Costs) ต้นทุนที่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ เช่น ค่าซื้อคอมพิวเตอร์

      ต้นทุนที่ไม่สามารถวัดค่าได้ (Intangible Costs) ต้นทุนที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ เช่น การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ การสูญเสียภาพลักษณ์

การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการพัฒนาระบบสารสนเทศ

NPV = มูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต มูลค่าปัจจุบันของเงินจ่ายลงทุน

1.  วิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value Method : NPV) เป็นการพิจารณาต้นทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนโดยคำนึงถึงค่าของเงินที่สัมพันธ์กับเวลา (Time Value of Money) มูลค่าปัจจุบันสุทธิ เป็นผลต่างระหว่างมูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต กับมูลค่าปัจจุบันของเงินที่จ่ายลงทุนของโครงการโดยจะใช้ส่วนลด (Discount Rate) ตามอัตราค่าของทุน (Cost of Capital)

NPV = มูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต มูลค่าปัจจุบันของเงินจ่ายลงทุน

 

เกณฑ์ในการพิจารณา จะยอมรับดำเนินโครงการที่ให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็นบวก หรือค่ามากว่าศูนย์

2.  วิธีดัชนีกำไร (Profitability Index Method : PI) คือ อัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต กับมูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน

PI = มูลค่าปัจจุบันของผลตอบแทนในอนาคต มูลค่าปัจจุบันของเงินลงทุน

              

                เกณฑ์การพิจารณา จะยอมรับดำเนินโครงการที่ให้ค่า PI มากกว่า 1

3.  อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return On Investment : ROI) เป็นการวัดผลตอบแทนจากการลงทุนโดยพิจารณาจากอัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันสุทธิของผลตอบแทนและต้นทุน กับมูลค่าปัจจุบันสุทธิของต้นทุน

ROI = (NPV ของผลประโยชน์ทั้งหมด – NPV ของต้นทุนทั้งหมด) / NPV ของต้นทุนทั้งหมด

 

 

                เกณฑ์การพิจารณา  จะยอมรับโครงการที่ให้ค่า ROI มากว่าค่าที่องค์การกำหนด

4.  การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break – Even Point Analysis) เป็นการวิเคราะห์ถึงเวลาที่ทำให้ต้นทุนและผลตอบแทนมีค่าเท่ากัน

สัดส่วนของจุดคุ้มทุน = (กระแสเงินสดรับต่อปี กระแสเงินสดสะสม) / กระแสเงินสดรับต่อปี

 

กระแสเงินสดรับต่อปี = PV ของผลประโยชน์ – PV ของต้นทุน

 

 

                เกณฑ์การพิจารณา จะยอมรับดำเนินตามโครงการที่ให้ค่าไม่เกินเวลาที่องค์การกำหนด

 

Phase 3 : การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)

                มีจุดประสงค์ในการทำความเข้าใจกับระบบงานปัจจุบันเพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบใหม่ นักวิเคราะห์ระบบทำการศึกษาระบบปัจจุบัน หาความต้องการของระบบใหม่ที่จะพัฒนา เกี่ยวกับกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล

      Fact-Finding Technique เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และสารสนเทศของระบบดังเดิมที่ยังนิยมอยู่ จากเอกสาร แบบฟอร์ม แบบสอบถาม การสัมภาษณ์

      Joint Application Design (JAD) เป็นการประชุมร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบ ผู้จดบันทึกและสรุปรายละเอียดการประชุม ในระหว่างการประชุม JAD อาจมีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อการดำเนินอย่างรวดเร็ว

      การสร้างต้นแบบ การรวบรวมความต้องการของระบบงาน นำข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากวิธีการต่าง ๆ มาสร้างต้นแบบยืนยันความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูล

ผลลัพธ์ของระยะนี้ คือ รายงานการวิเคราะห์ระบบซึ่งจะแสดงรายละเอียดในการวิเคราะห์ระบบ ความต้องการของระบบใหม่

Phase 4 : การออกแบบระบบ (System Design)  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

      การออกแบบเชิงตรรกะ (Logical Design) เป็นการออกแบบโครงสร้างของระบบ กำหนดว่าระบบจะทำงานอะไรบ้าง โดยไม่คำนึงถึงลักษณะของอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้

      การออกแบบเชิงกายภาพ (Physical Design) เป็นการออกแบบรายละเอียดในการทำงาน กำหนดว่าระบบจะทำงานอย่างไร คำนึงถึงเทคโนโลยีของอุปกรณ์ที่นำมาใช้โปรแกรมภาษาระบบปฏิบัติการ ฐานข้อมูล

Phase 5 : การดำเนินการระบบ (System Implementation) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบและติดตั้งระบบ

      จัดซื้อหรือจัดหาฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่เกี่ยวข้อง

      เขียนโปรแกรมโดยโปรแกรมเมอร์ (Coding) จัดหาโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้งานโดยการเขียนโปรแกรมโดยโปรแกรมเมอร์ หรือจ้างบริษัทอื่นทำการเขียนโปรแกรมให้ได้

      ทำการทดสอบ ก่อนนำระบบไปใช้งาจะจ้องทำการทดสอบในทุก ๆ ด้าน

      การจัดทำเอกสารระบบ เอกสารมีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานและดูแลรักษาระบบ

      การถ่ายโอนระบบงาน (System Conversion) สามารถทำได้ 4 แนวทาง คือ

o       การถ่ายโอนแบบขนาน  (Parallel Conversion) การติดตั้งระบบใหม่ควบคู่ไปกับระบบเก่าจนแน่ใจว่าระบบใหม่จะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องจึงยกเลิกระบบเก่า ค่าใช้จ่ายสูง และใช้ทรัพยากรมากกว่าวิธีอื่น ขั้นตอนยุ่งยาก แต่ข้อผิดพลาดน้อย

o       การถ่ายโอนแบบทันที (Direct Cutover Conversion) ติดตั้งใช้งานระบบใหม่และยกเลิกระบบเก่าไปพร้อมกัน มีค่าใช้จ่ายต่ำสุด มีความเสี่ยงสูบมาก ระบบงานใหม่ขัดข้องหรือล้มเหลว อาจมีความเสียหาย จะต้องทำการทดสอบระบบอย่างละเอียดหลายครั้งจนระบบดีและใช้ได้

o       การใช้ประบบทดลอง (Pilot Study) การนำระบบใหม่มาใช้ทันทีแต่นำมาใช้เฉพาะส่วนงานที่กำหนดเท่านั้น

o       การถ่ายโอนทีละขั้น (Phase Conversion) เป็นการเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป คือ เปลี่ยนงานบางส่วนจากระบบเดิมมาใช้ระบบใหม่

      ฝึกอบรมผู้ใช้ระบบ (Training) ก่อนเริ่มใช้งานระบบควรทำการฝึกอบรมผู้ใช้เพื่อความรู้ความเข้าใจขั้นตอนการทำงาน

Phase 6 : การบำรุงรักษาระบบ (System Maintenance)

      Corrective Maintenance  การบำรุงรักษาเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้อง

      Adaptive Maintenance  การบำรุงรักษาระบบเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

      Perfective Maintenance  การบำรุงรักษาเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

      Preventive Maintenance  การบำรุงรักษาเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การพัฒนาระบบงานประยุกต์แบบรวดเร็ว (Rapid Application Development)

                การพัฒนาระบบงานประยุกต์แบบรวดเร็ว เรียกว่า RAD เป็นวงจรการพัฒนาระบบที่ใช้ระยะเวลาในการพัฒนารวดเร็วกว่า และคุณภาพดีกว่าวิธีพัฒนาระบบงานดั้งเดิม มี 4 ขั้นตอน

      การกำหนดความต้องการ

      การออกแบบโดยผู้ใช้

      การสร้างระบบ

      การเปลี่ยนระบบ

เทคนิคสำคัญของการพัฒนาซอฟต์แวร์ RAD คือ

      มีกรอบระยะเวลาการพัฒนาซอฟต์แวร์ RAD

      เป็นแนวร่วมปฏิบัติการกับ JAD

      พัฒนาต้นแบบและรวดเร็ว

เครื่องมือสำหรับ RAD

      ภาษารุ่นที่ 4 (4GL) เป็นภาษาระดับสูง เช่น SQL

      โปรแกรมเคส (Case Tools) เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการพัฒนาระบบ สนับสนุนการทำงานแต่ละขั้นตอน

      เครื่องมือสร้างต้นแบบ (Prototype Tool)

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ประสบความสำเร็จ

      การสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร หากผู้บริหารไม่ดำเนินการตามที่ตกลงไว้จะเป็นสาเหตุในการพัฒนาระบบไม่สำเร็จด้วย

      การกำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

      ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของทีมพัฒนาระบบ

      การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม

      การบริหารโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ     


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Categories

%d bloggers like this: